วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เรตติ้ง "ภาพยนตร์" ของกระทรวงวัฒนธรรม

กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดประเภทภาพยนตร์ หรือ
"เรตติ้ง"ภาพยนตร์" โดยแบ่งออกเป็น 7 ประเภทหลัก

ส่งเสริมการเรียนรู้
1.ประเภท ส่งเสริมการเรียนรู้ และควรส่งเสริมให้ดู มีเนื้อหาส่งเสริมการศึกษา จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม ให้ความรู้ความเข้าใจการพัฒนาสังคม ครอบครัว และสร้างจิตสำนึกในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
2.ประเภทที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป เนื้อหาต้องไม่มีเรื่องของเพศ ภาษาที่มีความรุนแรง

เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป
3.ประเภท ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ต้องไม่มีเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรง ทารุณ โหดร้าย ขาดมนุษยธรรม น่ากลัวส่อไปในทางสยองขวัญ ใช้คำหยาบคายลามก พฤติกรรมทางเพศที่ส่อไปในทางลามกอนาจาร การสาธิตวิธีการก่ออาชญากรรมหรือใช้อาวุธ ใช้สิ่งเสพติดให้โทษที่ไม่เหมาะสม อันเป็นเหตุชักจูงให้เกิดอาชญากรรมต่อสังคม และไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับลัทธิหรือคำสั่งสอนที่ขัดต่อความเรียบร้อยชัก จูงให้เด็กและเยาวชนหลงเชื่อ

เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
4.ประเภท ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีเนื้อหาเหมือนกับประเภท 3 แต่อาจมีภาพ เสียง เนื้อหาที่แสดงให้เห็นพฤติกรรม หรือภาษาที่ไม่เหมาะสม และต้องใช้วิจารญาณในการดู

เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
5.ประเภท ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ต้องไม่มีเนื้อหาที่แสดงให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่เปิดเผยอวัยวะเพศ สาธิตวิธีการก่ออาชญากรรม และวิธีการใช้สิ่งเสพติด

ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีดู
6.ประเภท ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีดู มีเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์ การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง หรือผู้อื่น และสาธิตวิธีการก่ออาชญากรรม

"ห"ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร
7.ประเภท ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร ที่มีเนื้อหาหมิ่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำลายความมั่นคงของประเทศ ก่อให้แตกความสามัคคี เหยียดหยามศาสนา ไม่เคารพต่อปูชนียบุคคล ขัดต่อศีลธรรม วัฒนธรรม และมีเนื้อหาที่แสดงถึงการมีเพศสัมพันธ์ เห็นอวัยวะเพศในลักษณะลามกอนาจาร

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

"เจ.ดี.ซาลิงเกอร์" เจ้าของนิยาย "The Catcher in the Rye"



นักประพันธ์ชื่อดังชาวอเมริกัน "เจ.ดี. ซาลิงเกอร์" เจ้าของนวนิยายคลาสสิกแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่าง "เดอะ แคทเชอร์ อิน เดอะ ราย" (The Catcher in the Rye) ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 91 ปี เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่รัฐนิวแฮมเชียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซาลิงเกอร์มีชื่อเต็มว่า "เจอโรม เดวิด ซาลิงเกอร์" เกิดเมื่อปี ค.ศ.1919 (พ.ศ.2462) ที่มหานครนิวยอร์ค บิดาของเขาเป็นนักธุรกิจนำเข้าเนยแข็งเชื้อสายยิว ส่วนมารดาเป็นลูกครึ่งสก็อต-ไอริช


ผล งานนวนิยายเล่มสำคัญของซาลิงเกอร์คือ "เดอะ แคทเชอร์ อิน เดอะ ราย" ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1951 (พ.ศ.2494) หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความแปลกแยกและความเป็นขบถของวัยรุ่น ซึ่งต่อมากลายเป็น 1 ในนวนิยายอเมริกันที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในยุคสมัยใหม่/หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และถือเป็นดังคัมภีร์ไบเบิ้ลของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งเป็นหนังสือที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาและนักศึกษามหาวิทยาลัยของ หลายประเทศต้องใช้อ่านในวิชาภาษาอังกฤษ



"The Catcher in the Rye" เป็นที่คุ้นเคยสำหรับเด็กนักเรียนในฐานะหนังสืออ่านนอกเวลาในวิชาภาษาอังกฤษ นิยายที่เล่าเรื่องของการผ่านข้ามพ้นวัยของเด็กหนุ่มที่ชื่อว่า โฮลเด้น โคลฟิลด์ ผู้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความแปลกแยก ผู้เดินทางไปโดยไม่มีจุดหมายที่แน่นอนหลังถูกไล่ออกจากโรงเรียน The Catcher in the Rye เป็นงานกลายเป็นงานที่สามารถกระแทกใจไม่เฉพาะกับวัยรุ่น แต่รวมถึงผู้ใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน โดยผลงานเล่มดังกล่าวออกขายเมื่อปี 1951 และกลายเป็นหนังสือขายดี ถูกตีพิมพ์กว่า 60 ล้านเล่มทั่วโลกแล้วในขณะนี้

แถลงการณ์จากตัวแทนของนักเขียนในตำนานผู้นี้กล่าวว่า "ซาลิงเกอร์เคยปรารภว่าแม้เขาจะอยู่ในโลกนี้แต่ไม่ค่อยจะได้เป็นส่วนหนึ่ง ของโลก ร่างของเขาอาจจะสูญสลายไป แต่พวกเราหวังว่าเขาจะยังคงอยู่ กับคนที่เขารักไม่ว่าจะเป็นใคร อาจเป็น บุคคลผู้ศรัทธาในศาสนา, บุคคลในประวัติศาสตร์, เพื่อนสนิท หรือตัวละครในนิยาย"

สำนักพิมพ์ The Modern Library และผู้อ่านเคยเลือกให้ The Catcher in the Rye เป็นหนึ่งใน 100 นิยายภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 มาแล้ว ... "ผมคิดว่ามันเกี่ยวกับความสามารถบางอย่างของเขา ที่สามารถเชื่อมไปถึงเสียงของเยาชนอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กวัยรุ่นในยุคสงคราม และหลังสงคราม" เดวิด เรมนิก บรรณาธิการของ นิตยสาร New Yorker กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ ABC News

แพ็ตทริเซีย บอสเทลแมน ผู้บริหารฝ่ายกาตลาดของ บาร์นส์ แอนด์ โนเบิล กล่าวถึงนิยาย The Catcher in the Rye ว่าเป็นนิยายที่ขายดีที่สุดตลอดการเรื่องหนึ่ง "มันแน่ชัดอยู่แล้วว่าหนังสือเล่มนี้ขายได้อย่างมหาศาลในกลุ่มผู้อ่านวัย เรียน แต่ยอดขายที่สม่ำเสมอมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็หมายความว่าหนังสือถูกเลือกซื้อ และอ่าน โดยผู้อ่านทุกประเภท"

The Catcher in the Rye กลับมาดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มาร์ค เดวิด แชปแมน ฆาตกรผู้สังหาร จอห์น เลนน่อน นักร้องชาวอังกฤษชื่อดังในปี 1980 หลังจากการถูกจับกุม แชปแมน เอ่ยถึงผลงานของซาลิงเกอร์เล่มนี้ขึ้นมาในฐานะแรงบันดาลใจ ในการก่อเหตุสะเทือนโลกว่า "หนังสือสุดพิเศษเล่มนี้ เต็มไปด้วยคำตอบมากมาย" เขากล่าว

ซาลิงเกอร์ ที่มีชื่อเต็มว่า เจอร์โรม เดวิด ซาลิงเกอร์ เกิดเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 1919 ในเมืองแมนฮัตตัน นิวยอร์ก เขาเริ่มสร้างชื่อเสียงมาจากนิยายอย่าง "Franny and Zooey" "Raise High the Roof Beam, Carpenters, and Seymour : An Introduction," และชุดเรื่องสั้นที่เรียกว่า "Nine Stories" ส่วนผลงานชิ้นสุดท้ายที่ได้รับการตีพิมพ์ของเขาคือ "Hapworth 16, 1928," ที่เขาเขียนลงใน The New Yorker ปี 1965 และเพิ่งถูกพิมพ์ใหม่ออกมาอีกครั้งเมื่อปี 1996

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

รายชื่อภาพยนตร์และดาราที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 82


สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม


1. "Avatar" หนัง 3 มิติ ของผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน

2. "The Hurt Locker" หนังเล่าเกี่ยวกับสงครามอิรัก

3. "Precious: Based on the novel Push by Sapphire" หนังดราม่า เล่าถึงชีวิตของสาวอ้วนดำ

4. "Up in the Air" ที่คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเวทีลูกโลกทองคำ

5. "Inglourious Basterds" หนังของผู้กำกับคนดัง เควนติน ทาเรนติโน

6. "Up" ภาพยนตร์แอนนิเมชั่น ของค่ายพิกซาร์ ที่คว้ารางวัล มะเขือเทศทองคำ จากคะแนนของนักวิจารณ์และคนชอบหนัง

7. "The Blind Side" จากชีวิต Michael Oher ผู้ซึ่งกลายมาเป็น นักฟุตบอลที่โด่งดังในอเมริกา

8. "District 9" หนังไซไฟ ทริลเลอร์

9. "An Education" หนังดรามาอีกเรื่องที่สร้างจากหนังสือชีวประวัติของนักเขียนหญิง

10. "A Serious Man"หนังตลกร้าย ของสองพี่น้อง โจเอล และ อีธาน โคน


สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

1. จอร์จ คลูนี่ย์ จาก "Up in the Air"

2. เจฟฟ์ บริดเจดส์ "Crazy Heart"

3. คอลิน เฟิร์ธ จาก "A Single Man"

4. มอร์แกน ฟรีแมน จาก "Invictus"

5. เจเรมี เรนเนอร์ จาก "The Hurt Locker"


สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

1. เมอริล สตรีพ จาก "Julie & Julia"

2. ซานดร้า บูลล็อก จาก "The Blind Side"

3. กาบูเร ซิดิเบ จาก "Precious: Based on the novel 'Push' by Sapphire"

4. เฮเลน มิเรน จาก "The Last Station"

5. แครี มูลิแกน จาก "An Education"


สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

1. แมตต์ เดมอน จาก "Invictus"

2. วูดดี้ ฮาเรลสัน จาก "The Messenger"

3. คริสโตเฟอร์​ พลัมเมอร์ จาก "The Last Station"

4. สแตนลีย์ ทุชชี่ จาก "The Lovely Bones"

5. คริสตอฟ วอลทซ์ จาก "Inglourious Basterds"


สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

1. เวรา ฟาร์มิกา จาก "Up in the Air"

2. โม นิก จาก "Precious"

3. แอนนา เคนดริค จาก "Up in the Air"

4. เพเนโลเป ครูซ จาก Nine"

5. แมกกี้ กิลเลนฮาล จาก "Crazy Heart"


สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

1. เควนติน ทาเรนติโน่ จาก "Inglourious Basterds"

2. แคธริน บิเกอโลว์ จาก "The Hurt Locker"

3. เจมส์ คาเมรอน จาก "Avatar"

4. ลี แดเนียลส์ จาก "Precious: Based on the novel 'Push' by Sapphire"

5. เจสัน ไรท์แมน จาก "Up in the Air"


สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม

1. "Up"

2. "Coraline"

3. "Fantastic Mr. Fox"

4. "The Princess and the Frog"

5. "The Secret of Kells"

สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม

1. "The Hurt Locker"

2. "Inglourious Basterds"

3. "The Messenger"

4."A Serious Man"

5. "Up"


สาขาบทภาพยนตร์​ดัดแปลงยอดเยี่ยม

1. "District 9"

2. "An Education"

3. "In the Loop"

4. "Precious"

5. "Up in the Air"


สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ

1. Ajami

2. El Secreto De Sus Ojos

3. The Milk of Sorrow

4. A Prophet

5. The White Ribbon


หนังสั้นแอนิเมชั่น

1. Users

2. French Roast

3. Granny O′Grimm′s Sleeping Beauty

4. The Lady and the Reaper (La Dama y la Muerte)

5. Logorama

6. A Matter of Loaf and Death

กำกับศิลป์

1. Avatar

2. The Imaginarium of Doctor Parnassus

3. Nine

4. Sherlock Holmes

5. The Young Victoria


ถ่ายภาพ

1. Avatar

2. Harry Potter and the Half-Blood Prince

3. The Hurt Locker

4. Inglourious Basterds

5. The White Ribbon


ชุดแต่งกาย

1. Bright Star

2. Coco Before Chanel

3. The Imaginarium of Doctor Parnassus

4. Nine

5. The Young Victoria


ตัดต่อภาพ

1. Avatar

2. District 9

3. The Hurt Locker

4. Inglourious Basterds

5. Precious


เพลงประกอบ

1. Avatar

2. The Hurt Locker

3. Sherlock Holmes

4. Up


ดนตรีประกอบ

1. "Almost There" - The Princess and the Frog

2. "Down in New Orleans" - The Princess and the Frog

3. "Loin de Paname" - Paris 36

4. "Take It All" - Nine

5. "The Weary Kind" - Crazy Heart


แต่งหน้า

1. Il Divo

2. Star Trek

3. The Young Victoria


เทคนิคพิเศษด้านภาพ

1. Avatar

2. District 9

3. Star Trek


ตัดต่อเสียง

1. Avatar

2. The Hurt Locker

3. Inglourious Basterds

4. Star Trek

5. Up


มิกซ์เสียง

1. Avatar

2. The Hurt Locker

3. Inglourious Basterds

4. Star Trek

5. Transformers: Revenge of the Fallen


ภาพยนตร์สารคดีเรื่องยาว

1. Burma VJ

2. The Cove

3. Food, Inc.

4. Which Way Home

5. The Most Dangerous Man in America: Daniel Ellsberg and the Pentagon Papers


สารคดีสั้น

1. China′s Unnatural Disaster: The Tears of Sichuan Province

2. The Last Campaign of Governor Booth Gardner

3. The Last Truck: Closing of a GM Plant

4. Music by Prudence[ EXPERT PICK ]

5. Rabbit a la Berlin


หนังสั้นบันทึกสด

1. The Door

2. Instead of Abracadabra

3. Kavi

4. Miracle Fish

5. The New Tenants

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

วิธีลงเกมส์ James Cameron's AVATAR - THE GAME





วิธีลงเกม

- เข้าไปที่โฟลเดอร์ bin แล้วดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ Avatar.exe แล้วก็กด Next แล้วจะเจอ Active Key ขอรับ

- ติ๊กที่ manual นะครับ จะเจออันที่เขียนว่า Hardware ID ให้ COPY ตรง Hardware ID ไว้ก่อน

- จากนั้นให้ดับเบิ้ลคลิกที่ keygen_v1.01.exe

- แล้วก็เอา Hardware ID ที่เรา COPY ไว้มาวางที่ช่อง Hardware ID

- จากนั้นก็คลิก Generate แล้วจะได้ Activation Key มา แล้วก็เอาไปใส่ในช่องเสร็จเข้าเกมได้ขอรับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

ประวัตินักปรัชญา1



ฌอง ปอล ซาร์ตร์



ฌอง ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre, 21 มิถุนายน พ.ศ. 2448 กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส - 15 เมษายน พ.ศ. 2523 ที่กรุงปารีส) เป็นนักเขียนนวนิยาย บทละคร นักปรัชญา และผู้มีบทบาทสำคัญในแนวคิดทฤษฎีที่ว่าทุกคนนั้นอิสระและรับผิดชอบในการ กระทำของตน (Existentialism) เป็นนักปรัชญาผู้ประกาศเสรีภาพของมนุษย์ในแง่ปัจเจกชน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2507 (ค.ศ. 1964) แต่ไม่ยอมรับรางวัลดังกล่าว

ฌอง ปอล ซาร์ตร์เข้ารับการศึกษาที่ École Normale Supérieure ระหว่างปี 1924 – 1929 เมื่อเรียนจบ ก็ได้เป็นอาจารย์สาขาปรัชญา ที่ Le Havre เมื่อปี 1931 ซาตร์สูญเสียบิดาตั้งแต่วัยเยาว์ และเติบโตในบ้านของตา ชื่อ คาร์ล ชไวทเซอร์ (ผู้เป็นลุงของอัลเบิร์ต ชไวทเซอร์) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ภาษาเยอรมันที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์

ระหว่างปี 1931 - 45 ซาร์ตร์ได้สอนหนังสือหลายที่ รวมทั้งในอังกฤษ และสุดท้ายก็กลับมาที่ปารีส มีสองครั้งที่อาชีพของเขาถูกขัดขวาง ครั้งหนึ่ง เมื่อต้องศึกษาเป็นเวลา 1 ปี ในกรุงเบอร์ลิน และครั้งที่สองเมื่อต้องเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1939 ครั้นปีต่อมาถูกจับเป็นเชลย และอีกปีถัดมาก็ได้รับการปลดปล่อย

ช่วงเวลาที่สอนหนังสือนั้น ซาร์ตร์ได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง La Nausee, 1938 เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขามีชื่อเสียง นวนิยายเรื่องนี้เขียนในรูปบันทึกประจำวัน เล่าถึงความรู้สึกชิงชัง เมื่อเผชิญหน้ากับโลกของทางวัตถุ ไม่เพียงแต่โลกของคนอื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการรับรู้ถึงตัวของเขาด้วย

ซาร์ตร์ได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาเยอรมัน ชื่อเอดมุนด์ ฮุสเซล และนำมาใช้ด้วยทักษะอันเลิศในผลงานพิมพ์ 3 เล่ม คือ L'Imagination (1936; จินตนาการ), Esquisse d'une theorie des emotions (1939; ร่างทฤษฎีแห่งอารมณ์) และ L'Imaginaire : Psychologie pheomenologique de l'imagination (1940; จิตวิทยาแห่งจินตนาการ) แต่ทว่าใน L'Etre et le neant (1943; ความมีอยู่ และความไม่มีอะไร)ซาร์ตร์กำหนดฐานะของจิตสำนึกมนุษย์ หรือความไม่มีอะไร (neant) ไว้ตรงข้ามความมีอยู่ หรือความเป็นสิ่งของ (etre)

ซาร์ตร์เริ่มเขียนนวนิยายชุด 4 เล่ม เมื่อปี 1945 ชื่อ Les Chemins de la liberte อีก 3 เล่ม คือ L'Age de raison (1945; ยุคแห่งเหตุผล), Le Sursis (1945; ) และ La Mort dans l'ame (1949;เหล็กในวิญญาณ) หลังพิมพ์ครั้งที่ 3 ซาร์ตร์ก็เปลี่ยนใจหันกลับไปสู่บทละครอีก

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซาร์ตร์เขียนโจมตีความยะโสของมนุษย์ และเสรีภาพของปัจเจกชน ซาร์ตร์ได้เปลี่ยนความสดใสไปสู่แนวคิดของความรับผิดชอบของสังคมหลายปีแล้ว ที่เขาแสดงความใสใจคนรวย และคนที่ไม่มีมรดกทุกชนิด ขณะเป็นครูเขาปฏิเสธไม่ยอมผูกเน็คไท ราวกับเขาจะเช็ดชนชั้นทางสังคมให้สลายไปด้วยเน็คไท และเข้าใกล้พวกคนใช้แรงงานมากขึ้น ในงานเรื่อง L'Existentialism est un humanism (1946;) ตอนนี้เสรีภาพแสดงนัยของความรับผิดชอบทางสังคม ในนวนิยายและบทละครเรื่องต่างๆ ของเขา

ซาร์ตร์ได้พยายามแสดงความคิดเห็นในสื่อของเขาระหว่างช่วงสงคราม และบทละครใหม่ ก็ตามติดมาเรื่อยๆ ได้แก่ Le Mouches (ออกแสดง 1943), Huis- clos (1944) Les Mains Sales (1948) Le Diable et le bon dieu (1951) และ Les Sequestres d'Altona (1959)บทละครทั้งหมด จะเน้นที่พฤติกรรมก้าวร้าวดั้งเดิมของมนุษย์ต่อมนุษย์ ซึ่งดูเหมือนมีแต่การมองโลกในแง่ร้าย แต่ตามคำสารภาพของซาตร์เอง จุดมุ่งหมายนั้นไม่มีเรื่องศีลธรรมของการใช้ทาสเลย

กิจกรรมทางการเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซาร์ตร์มีความสนใจอย่างกระตือรือร้นต่อชนวนการทางการเมืองในฝรั่งเศส และโน้มเอียงไปทางฝ่ายซ้าย ก็ประกาศชัดมากขึ้น เขาเป็นผู้นิยมสภาพโซเวียตอย่างยิ่ง แม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ก็ตาม

ในปี 1954 ซาตร์เดินทางไปโซเวียต ประเภทแถบสแกนดิเนเวีย แอฟริกา สหรัฐอเมริกา และคิวบา เมื่อรัสเซียนำรถถังบุกกรุงบูดาเปส ในปี 1956 ความหวังของซาร์ตร์ที่มีต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ก็พังครืนอย่างน่าเศร้า เขาเขียนบทความขนาดยาว ใน Les Temps Modernes เรื่อง Le Fantoms de Staline ซึ่งตำหนิการแทรกแซงของรัสเซีย และการยอมรับพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส

ซาร์ตร์ได้ร่วมมือกับ ซิโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) เขียนเรื่อง Memoires d'une jeune fille rangee,1958 และเรื่อง La Force de l'age, 1960-2 โดยได้เล่าถึงชีวิตของซาร์ตร์ จากสมัยนักเรียน จนถึงกลางศตวรรษที่ 50 ใน École Normale Supérieure ในภายหลังเขาได้พบผู้คนมากมาย ที่มีจุดมุ่งหมายจะเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง ในจำนวนนี้ได้แก่ แรมง อารง (Raymond Aron) โมรีก แมโล-ปงตี (Maurice Merleau-Ponty), ซิโมน แวยล์ (Simone Weil), อองมานูล มูนีแยร์ (Emmanuel Mounier), ฌอง อีปโปลีต (Jean Hippolyte) และ เคลาด์ เลวี-สเตราส์ (Claude Levi-Strauss)

ผ่านไปหลายปี ทัศนคติเชิงวิจารณ์นี้เปิดทางสู่รูปแบบของสังคมนิยมแบบซาร์ตร์ ซึ่งจะพบการแสดงออกในผลงานใหญ่ชิ้นใหม่ ชื่อ Critique de la raison dialectique (1960) ซาร์ตร์ได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงวิจารณ์ถึงวิภาษวิธีแบบมาร์กซ์ และค้นพบว่า ไม่มีความยั่งยืนในรูปแบบที่โซเวียตใช้


อริสโตเติล


อริสโตเติล (กรีก: Αριστοτέλης, Aristotelēs ; อังกฤษ: Aristotle) (พ.ศ. 160 (384 ก่อนค.ศ.) - 7 มีนาคม พ.ศ. 222 (322 ก่อนค.ศ.)) เป็นนักปรัชญากรีกโบราณ เป็นลูกศิษย์ของเพลโต และเป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช ท่านและเพลโตได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่มีอิทธิพลสูงที่สุดท่านหนึ่ง ในโลกตะวันตก ด้วยผลงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ กวีนิพนธ์ สัตววิทยา การเมือง การปกครอง จริยศาสตร์ และชีววิทยา

นักปรัชญากรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ อริสโตเติล, เพลโต (อาจารย์ของอริสโตเติล) และโสกราติส (ที่แนวคิดของเขานั้นมีอิทธิพลอย่างสูงกับเพลโต) พวกเขาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของปรัชญากรีก สมัยก่อนโสกราติส จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาตะวันตกในลักษณะปัจจุบัน โสกราติสนั้นไม่ได้เขียนอะไรทิ้งไว้เลย ทั้งนี้เนื่องจากผลของแนวคิดปรากฏในบทสนทนาของเพลโตชื่อ เฟดรัส เราได้ศึกษาแนวคิดของเขาผ่านทางงานเขียนของเพลโตและนักเขียนคนอื่น ๆ ผลงานของเพลโตและอริสโตเติลเป็นแก่นของปรัชญาโบราณ

อริสโตเติลเป็นหนึ่งในไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขาวิชาที่มีในช่วงเวลาของเขา ในสาขาวิทยาศาสตร์ อริสโตเติลศึกษา กายวิภาคศาสตร์, ดาราศาสตร์, วิทยาเอ็มบริโอ, ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, อุตุนิยมวิทยา, ฟิสิกส์,และ สัตววิทยา ในด้านปรัชญา อริสโตเติลเขียนเกี่ยวกับ สุนทรียศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, จริยศาสตร์, การปกครอง, อภิปรัชญา, การเมือง, จิตวิทยา, วาทศิลป์ และ เทววิทยา เขายังสนใจเกี่ยวกับ ศึกษาศาสตร์, ประเพณีต่างถิ่น, วรรณกรรม และ กวีนิพนธ์ ผลงานของเขาเมื่อรวบรวมเข้าด้วยกันแล้ว สามารถจัดว่าเป็นสารานุกรมของความรู้สมัยกรีก

  • ปรัชญาของอริสโตเติล
  • อภิปรัชญาของอริสโตเติล
  • ปรัชญาธรรมชาติของอริสโดเติล
  • จิตวิทยาของอริสโตเติล

ประวัติ

อริสโตเติลเกิดเมื่อประมาณ 384 หรือ 383 ปีก่อนคริสตกาลที่เมืองสตากีรา (Stagira) ในแคว้นมาเซโดเนีย (Macedonia) ซึ่งเป็นแคว้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือสุดชองทะเลเอเจียน (Aegaeen Sea) ของประเทศกรีก เป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส (Nicomachus) ซึ่งมีอาชีพทางการแพทย์ประจำอยู่ที่เมืองสตาราเกีย และยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ 2 (King Amyntas II) แห่งมาเซโดเนีย

ในวัยเด็กนั้นผู้ที่ให้การศึกษาแก่อริสโตเติลคือบิดาของเขานั้นเองซึ่งเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยา เมื่อเขาอายุได้ 18 ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุดนั้นคือ เพลโต ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต 20 ปีนั้นทำให้อริสโตเติลเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามต่อมาจากเพลโต ต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347 ปีก่อนคริสต์ศักราช อริสโตเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในปี 343 - 342 ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาในปี 336 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิป พระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่อริสโตเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิรา ชื่อไลเซียม (Lyceum)

ในการทำการศึกษาและค้นคว้าของอริสโตเติลทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชา และได้เขียนหนังสือไว้มากมายประมาณ 400 - 1000 เล่ม ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืด ซึ่งมีเวลาประมาณ 1,500 ปีเป็นอย่างน้อย

คำสอน

คำสอนที่น่าสนใจของอริสโตเติลได้แก่ ความเชื่อที่ว่าโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุต่างๆ 4 ธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ

ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้นอริสโตเติลเข้าใจว่า โลกเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดย มีดวงดาวต่าง ๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์โคจรรอบ ๆ สวรรค์นั้นอยู่นอกอวกาศ โลกอยู่ด้านล่างลงมา น้ำอยู่บนพื้นโลก ลมอยู่เหนือน้ำ และไฟอยู่เหนือลมอีกทีหนึ่ง ธาตุต่าง ๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ทว่าธาตุที่ประกอบเป็นสวรรค์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจะมีรูปร่างเช่นนั้น ตลอดไป ซึ่งคำสอนต่อมาในปี ค.ศ. 1609 โจฮันน์ เคปเลอร์ (Johann Kepler) ได้ตั้งกฏของเคปเลอร์ ซึ่งเป็นการประกาศว่า โลกเราโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี เป็นการลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของอริสโตเติล

และในอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ กรณีของวัตถุสองอย่างที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน จะตกลงถึงพื้นไม่พร้อมกันตามหลักของอริสโตเติล ซึ่งกาลิเลโอ ได้ทำการพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนที่หอเอนแห่งปิซาว่าเป็นคำสอนที่ไม่จริงในปี ค.ศ. 1600

แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของอริสโตเติลทางด้านชีววิทยานั้นเป็นที่ยกย่องกันมาก เพราะเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์ต่างๆ เช่น ปลา และพวกสัตว์เลื้อยคลานและได้ทำการบันทึกไว้อย่างละเอียดมาก เขาได้แบ่งสัตว์ออกเป็น 2 พวกใหญ่ คือ พวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates) นับว่าอริสโตเติลเป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางด้านนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกของโลก


อ้างอิง

  • Knight, Kelvin. 2007. Aristotelian Philosophy: Ethics and Politics from Aristotle to MacIntyre, Polity Press.
  • Lewis, Frank A. 1991. Substance and Predication in Aristotle. Cambridge: Cambridge University Press.

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คําคม ข้อคิด และประวัติชีวิต(ย่อ)ของนักวิทยาศาสตร์


Plato

(428-347 ปีก่อนคริสตกาล)

นัก ปราชญ์ชาวกรีก ผู้มีอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดคนหนึ่งของปรัชญาตะวันตก เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า Philosophy ซึ่งแปลว่า "ความรักในความรู้" พลาโตศึกษาเรื่องต่างๆ มากมาย ที่เป็นหลักคือ ทฤษฎีของแบบ ซึ่งกล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นเพียงเงาของแบบที่เที่ยงแท้ในโลกแห่งอุดมคติ

Self-conquest

is the freatest of

victory.

Plato

การชนะใจตนเอง

เป็นชัยชนะ

ยิ่งใหญ่ที่สุด

พลาโต




Rene Descartes

(1596-1650)

นัก คณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส กล่าวกันว่าเขาเป็นบิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่ เขาพยายามนำวิธีพิสูจน์หาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะทางคณิตศาสตร์มาใช้ กับปรัชญา ความจริงที่เขาค้นพบและกล่าวไว้ในประโยคที่รู้จักกันดีคือ

"ฉันคิดฉันจึงมีอยู่" " I think, therefore I am"

Except our own thought,

There is nothing

absolutely in our power.

Rene Descartes

ยกเว้นความคิดของเราเอง

ไม่มีอะไรอยู่ในอำนาจของเรา

อย่างแท้จริง

เรอเน เดส์การ์ตส์

Aristotle
(384-322 ปีก่อนคริสตกาล)
นัก ปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก ผู้มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ งานเขียนของเขาส่วนใหญ่เป็นบันทึกจากการบรรยายความรู้ในหลายสาขา เช่น ตรรกวิทยา เมตาฟิสิกส์ และวิทยาศาสตร์ แก่นปรัชญาของอริสโตเติลคือทุกสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Telos หรือ เจตจำนงตามธรรมชาติ เขาอธิบายว่า การเมืองคือการแสดงออกของเจตจำนงตามธรรมชาติของประชาชนแต่ละคน

Probable impossibilities
Are to be preferred to
Improbable possibilities.
Aristotle
ความเป็นไปไม่ได้ที่อาจเป็นไปได้
น่าใส่ใจกว่า
ความเป็นไปได้ที่ไม่น่าเป็นไปได้
อริสโตเติล


Socrates
(470-399 ปีก่อนคริสตกาล)
นัก ปราชญ์ชาวกรีก ผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของตะวันตกผ่านทางพลาโตศิษย์ของเขา เขาเชื่อว่าการพูดคุยกันส่งผลมากกว่าการเขียน จึงใช้ชีวิตส่วนใหญ่พูดคุยถกเถียงกับผู้คนในตลาดและย่านชุมชน เขามีรูปร่างค่อนข้างเตี้ยและหน้าตาอัปลักษณ์ แต่มีความเชื่อมั่งสูงและควบคุมอารมณ์ได้ดี เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและได้รับการยอมรับสูง เพราะเป็นคนฉลาด มีอารมณ์ขันโดยไม่เสียดสีหรือเยาะเย้ยผู้อื่น เขาถูกตัดสินประหารชีวิตโดยให้ดื่มยาพิษด้วยข้อหาแนะนำพระเจ้าองค์ใหม่และ มอมเมาเยาวชน

Other men live to eat,
While I Eat to live
Socrates
คนอื่นอยู่เพื่อกิน
ขณะที่ข้าพเจ้ากินเพื่ออยู่
โสเครติส

Galileo Galilei
(1564-1642)

นัก ฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ผู้ก่อให้เกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ผลงานส่วนใหญ่เช่นการใช้กล้องดูดดาวสังเกตและค้นพบจุดดับบนดวงอาทิตย์ ภูเขาและหุบเหวบนดวงจันทร์ ดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุด 4 ดวงของดาวพฤหัสบดีและด้านต่างๆของดาวศุกร์ ในด้านฟิสิกส์ เขาค้นพบกฏการตกสู่พื้นของวัตถุและการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ถูกขว้างออกไป ในประวัติศาสตร์ด้านวัฒนธรรมถือว่ากาลิเลโอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ กับผู้มีอำนาจเพื่อเสรีภาพในการแสวงหาคำตอบอย่างวิทยาศาสตร์
Philosophy is written
In that great book
Which ever lies before our gaze
--I mean the universe--
But we cannot understand
If we do not first lean the language
And grasp the symbols
In which it is written
Galileo Galilei
ปรัชญาเขียน
อยู่ในหนังสือเล่มที่ยิ่งใหญ่
ซึ้งวางอยู่เบื้องหน้าเราตลอดเวลา
--ข้าพเจ้าหมายถึงจักรวาล--
ทว่าเราจะไม่สามารถเข้าใจ
ถ้าเราไม่เรียนภาษาเสียก่อน
และจับความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้เขียน
กาลิเลโอ กาลิเลอิ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

(1879-1955)
นัก วิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ผลงาน 3 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1905 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิชาฟิสิกส์และความคิดของโลกตะวันตก ผลงานเหล่านี้ ได้แก่ ทฤษฎีปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน และทฤษฎีสัมพันธภาพ เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เมื่อปี ค.ศ. 1922 ไอสไตน์เป็นชาวยิวที่เกิดในเยอรมนี เมื่อฮิตเล่อร์ขึ้นสู่อำนาจ ไอนสไตน์ตัดสินใจอพยพจากเยอรมนีไปอเมริกา และคัดค้านการขยายอิทธิพลของลัทธินาซี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไอน์สไตน์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มโครงการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากขณะนั้นมีความเป็นไปได้ว่าเยอรมนีจะสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากขณะนั้นมีความเป็นไปได้ว่าเยอรมนีจะสามารถสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้ หลังสงครามไอนสไตน์เข้าร่วมการรณรงค์ลดอาวุธและจัดตั้งรัฐบาลแห่งโลก รวมทั้งการตั้งถิ่นฐานชาวยิวในปาเลสไตน์อย่างแข็งขัน เขาปฏิเสธการรับตำแหน่งประธานาธิบดีที่ผู้นำ อิสราเอลเสนอให้
If there is any religion
Which is acceptable to
The scientific mind,
It is Buddhism.
Albert Einstein

ถ้าจะมีศาสนาใด

ซึ่งพอจะเข้ากันได้

กับแนวคิดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

ศาสนานั้นคือศาสนาพุทธ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

The most beautiful thing

we can experience is

the mysterious.

It is the Source of all

true art and science.

Albert Einstein, What I Believe.

สิ่งสวยงามที่สุด

ที่เราจะประสบได้

คือความลึกลับ

มันเป็นแหล่งกำเนิดของ

ศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่

แท้จริงทั้งหมด

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, What I Believe

No amount of experimentation

can ever prove me right,

A single experiment

can prove me wrong.Albert Einstein

การทดลอง ไม่ว่าจะมากเพียงใด

ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้าพเจ้าถูก

การทดลอง เพียงการทดลองเดียว

สามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้าพเจ้าผิด

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

If A equal success,

Then the formula

A = X + Y + Z

X is work.

Y is play.

Z is keep your mouth shut.

Albert Einstein

ถ้า A เท่ากับความสำเร็จแล้ว

สูตร A = X + Y + Z

X คือ งาน

Y คือ เล่น

Z คือ ปิดปากอัลเบิร์ต

ไอน์สไตน์

Politics are for the moment

An equation is for eternity.

Albert Einstein

การเมืองอยู่เพียงชั่วขณะ

สมการอยู่ชั่วนิรันดร

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก

(1917-2008)

นัก เขียนชาวอังกฤษผู้มีผลงานนิยายวิทยาศาสตร์และข้อเขียนด้านวิทยาศาสตร์มากมาย เขาพยากรณ์ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 ว่าจะมีการใช้ดาวเทียมในอวกาศรอบโลกเพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสาร นิยายส่วนใหญ่เผยให้เห็นความสนใจของคลาร์กต่อจักรวาล และเรื่องของเทคโนโลยีกับมนุษย์ นิยายวิทยาศาสตร์ของเขาหลายเรื่องถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ ที่รู้จักดี เช่น 2001 : A Space Odyssey และ 2010 : Odyssey II

It seems only reasonable that

Our enormous cosmos must be

Populated with other creatures,

Some of them more advanced than

We are.

Arthur C. Clarke

มันดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่งว่า

จักรวาลอันกว้างใหญ่ของเรา จะต้อง

มีสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นอาศัยอยู่ด้วย

ซึ่งบางอย่าง จะต้องก้าวหน้ากว่า

มนุษย์เราเสียอีกอาร์เธอร์

ซี. คลาร์ก

Clarke's first law:

When a distinguished but elderly scientist

States that something is possible,

He is almost certainly right.

When he states that something is impossible,

He is every probably wrong.

Clarke's second law:

The only way of discovering

The limits of the possible is

To try to step beyond them

Into the impossible.

Clarke's third law:

Any sufficiently advanced

Technology is indistinguishable

From magic.

Arthur C. Clarke, Three Clarke Law.

กฎข้อที่หนึ่งของคลาร์ก:

ถ้านักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่สำคัญคนหนึ่ง

กล่าวว่า อะไรสักอย่างอาจเป็นไปได้

ก็จงแน่ใจได้เลยว่า เขาพูดถูก

แต่ถ้าเขากล่าวว่า มันเป็นไปไม่ได้

ก็เกือบจะเชื่อได้เลยว่า เขาพูดผิด

กฎข้อที่สองของคลาร์ก:

วิธีเดียวที่จะทราบขีดจำกัด

ของความเป็นไปได้ ก็คือ

พยายามก้าวไปให้ไกลเกินขีดจำกัดนั้น

ไปสู่ความเป็นไปไม่ได้

กฎข้อที่สามของคลาร์ก:

เทคโนโลยีใดๆ ที่ล้ำยุคเพียงพอ

ก็จะไม่แตกต่างไปจากความประหลาด

มหัศจรรย์ ที่เนรมิตรขึ้นมาด้วย

เวทมนต์คาถาอาร์เธอร์

ซี. คลาร์ก, กฎสามข้อของคลาร์ก

It may be that

The old astrologers had the truth

Exactly reversed

When they believed that

The stars controlled the destinies of men.

The time may come

When men control the destinies of the star.

Arthur C. Clarke

อาจเป็นได้ว่า

นักโหราศาสตร์โบราณเชื่อ

ในสิ่งตรงข้ามกับความจริง

ความเชื่อว่า

ดวงดาวควบคุมวิถีมนุษย์

เวลาอาจมาถึง

เมื่อมนุษย์ควบคุมวิถีชีวิตดวงดาว

อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก

If you've never seen a UFO,

You're not very observant.

And if you've seen as many as I have.

You won't believe in them.

Arthur C. Clarke

ถ้าคุณไม่เคยเห็น ยูเอฟโอ

คุณไม่ใช่คนช่างสังเกต

และถ้าคุณได้เห็นมากเท่าที่ผมเห็น

คุณก็จะไม่เชื่อ

อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก



James Lovell
(1928-)
นัก บินอวกาศชาวอเมริกัน เป็นนักบินอวกาศประจำยาวอพอลโล 8 และเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ไปโคจรรอบดวงจันทร์ เขาเป็นผู้บังคับการยาวอพอลโล 13 ซึ่งน่าจะเป็นมนุษย์ชุดที่สามที่ไปเหยียบดวงจันทร์แต่ยานเกิดระเบิดเสียก่อน จึงต้องยกเลิกปฏิบัติการ บันทึกของเขาเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง Apollo 13

The earth from here
is a grand oasis
in the big vastness of space.
James Lovell, In Orbit Around the Moon
โลกจากที่นี่
เป็นโอเอซิสสดใส
ในอวกาศอันกว้างใหญ่
เจมส์ โลเวลล์, In Orbit Around the Moon


Konrad Lorenz
(1903-1989)
เป็น นักสัตววิทยาชาวออสเตรีย ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานวิทยาศาสตร์ด้านชาติวงศ์วิทยา เขาเชื่อว่ามีแบบแผนบางอย่างของสัตว์ที่ถูกกำหนดจากพันธุกรรมและจะ ถูกกระตุ้นหรือปลดปล่อย โดยอิทธิพลของสภาพแวดล้อมเฉพาะสัตว์แต่ละชนิด เขาเสนอว่าการต่อสู้และสงครามของมนุษย์ มีที่มาจากพันธุกรรมของมนุษย์โดยดูจากพฤติกรรมของสัตว์ชั้นต่ำที่ต่อสู้ ป้องกันอาณาเขตของตนในปี ค.ศ. 1973 ลอเรนซ์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์จากผลงานด้านชาติวงศ์วิทยา

I belive I've found
the missing link
between animal and civilized man,
It is us
Konrad Lorenz
ข้าพเจ้าเชื่อว่าได้พบ
ส่วนเชื่อมต่อที่หายไป
ระหว่างสัตว์และมนุษย์ที่เจริญแล้ว
คือเรา
คอนราด ลอเรนซ์
Carl Sagan
( 1934-1996 )
Imagination
will often carry us
to worlds that never were.
But without it,
we go nowhereCarl
Sagan, Cosmos
จินตนาการ
บ่อยๆที่นำเรา
สู่โลกไม่มีจริง
แต่ปราศจากการจินตนาการ
เราก็ไม่ได้ไปที่ไหนเลย
คาร์ล ซาแกน Cosmos
C.G. Jung (Psychiatrist)
We cannot live the afternoon if life
according to the program on life’s morning;
for what was great in the morning will be little at evening,
and what in the morning was true will at evening have become a lie.
ชีวิตใกล้ปัจฉิมวัย ไม่เป็นไปตามแผนการเมื่อปฐมวัย
อะไรที่ยิ่งใหญ่เมื่อเช้า เป็นของเล็กน้อยเมื่อเย็น
อะไรที่เป็นสัจจะเมื่อแดดจ้า กลายเป็นมายาเมื่อยามพลบ

James Strong
Sometime, in the not unforeseeable future,
Men will stand on the frontiers of the solar system and face the stars.
Either they step back,
Content to live out the future alone,
Denying the spirit that has brought them thus far or they go on to the stars.
Which is it to be?
James Strong
สักวันหนึ่ง ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินเห็น
มนุษย์จะยืนอยู่ที่พรมแดนของระบบสุริยะและหันหน้าไปสู่ดวงดาว
แล้วมนุษย์จะถอยหลังกลับคืน
พอใจเพียงจะอยู่โดยลำพังต่อไปในอนาคตละทิ้งแรงผลักดันที่นำมนุษย์ไปไกลถึงจุดนั้น
หรือมนุษย์จะเดินหน้าต่อไปสู่ดวงดาว
มนุษย์จะเลือกทางไหน?
เจมส์ สตรอง